เทศกาลและงานประเพณี
เทศกาลและงานประเพณี
เทศกาลญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552
ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จังหวัดภูเก็ต
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต จับมือ ชมรมญี่ปุ่น จังหวัดภูเก็ต เชิญเที่ยวงาน “เทศกาลญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4” ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552 ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี ตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตมากว่า 120 ปี
นายเศรษฐพันธ์ พุทธานี ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ได้ร่วมกับ ชมรมญี่ปุ่นภูเก็ต จัดงาน “ญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4” เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายหลังสถานการณ์การปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นนั้นลดลง ทาง ททท.สำนักงานภูเก็ต เห็นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยกิจกรรมครั้งนี้มีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาร่วมงาน เพื่อบริจาคเสื้อผ้าคุณภาพดีเป็นของขวัญให้แก่ชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งยังมีทีมงานภาพยนตร์ซึ่งนำภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องมาฉายในงาน “YUKI NI NEGAUKOTO” และ “BEAT KIDS” โดยจะจัดฉายภาพยนตร์ดังกล่าว ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ณ โรงเรียนบ้านเก็ตโฮ่ และในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552 ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
ทาง ชมรมญี่ปุ่น ได้รับการสนับสนุนจาก ททท. สำนักงานภูเก็ต, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, เจแปนฟาวน์เดชั่น, หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ, สมาคมญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, ฟูจิ ฟิลม์ และสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2251 ณ กรุงโตเกียว ได้มีการจัดการประชุมระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศญี่ปุ่น Japan – Mekong Foreign Ministers’ Meeting มีความตกลงร่วมกันกำหนด ให้ปี พ.ศ. 2552 เป็น “ ปีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ประเทศญี่ปุ่น ” “Mekong – Japan Exchange Years” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในหลากหลายสาขา (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เยาวชน การท่องเที่ยว ฯลฯ ) ให้ก้าวหน้าและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ( ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม)
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเรียนรู้แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม สร้างมิตรภาพระหว่างกัน ภายในงานมีกิจกรรมการละเล่นทั้งของไทยและญี่ปุ่นมากมายให้ร่วมสนุก ให้ผู้เข้าร่วมงานทดลองตีกลองญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นให้ซื้อกลับบ้านเป็นของที่ระลึก พร้อมทั้งอิ่มอร่อยกับซุ้มอาหารไทย -ญี่ปุ่นอันหลากหลาย คาดว่าจะมีผู้ร่วมชมงานจำนวนมาก
กิจกรรมที่โดดเด่นในงาน การแต่งกายชุดกิโมโน เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และ ลุ้นรับ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น สายการบิน JAL
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต โทร 076 – 212213, 211036 และ 217138 หรือ ชมรมญี่ปุ่น โทร 076 – 234446
*************************************************************
ประเพณีปล่อยเต่า
ประวัติ / ความเป็นมา
จังหวัดภูเก็ต เป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกาะบริวาร 33 เกาะ เช่น เกาะสิเหร่ เกาะแก้ว เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ เกาะนาคาน้อย เกาะโหลน เกาะเฮ เป็นต้น และถือว่าจังหวัดภูเก็ตนี้มีเต่าขึ้นมาวางไข่ในปีหนึ่งๆ มากพอสมควร เต่าที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำไทยมีประมาณ 5 ชนิด คือ เต่ากระ เต่าตนุ หรือเต่าจาระเม็ด เต่าตาแดง เต่าหญ้า และเต่ามะเฟือง จากการที่มีคนนิยมรับประทานไข่เต่ากันมาก จึงมีผู้ที่ไปขุดหาไข่เต่าเพื่อนำมาจำหน่าย ธรรมดาเต่าจะวางไข่ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และเต่าจะขึ้นมาวางไข่ในที่ที่เคยมาวางเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเฝ้าดูการวางไข่ของเต่าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นประเพณีเดินเต่าขึ้นเต่าแต่ละตัววางไข่ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเต่าและความสมบูรณ์แต่ส่วนมากอยู่ในระหว่าง 70 – 120 ฟอง หรืออาจจะมากกว่านั้น ในปีหนึ่งๆ เต่าจะวางไข่ 3 ครั้ง คือขึ้นมาวางไข่ครั้งแรก หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน จะกลับมาวางไข่ในที่เดิมเป็นครั้งที่ 2 และหลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 15 วัน เต่าก็จะขึ้นมาวางไข่เป็นครั้งที่ 3 เต่าจะเริ่มวางไข่ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าคนนิยมรับประทานไข่เต่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณเต่าลดลง นอกจากนั้นยังมีคนฆ่าเต่าเพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหารรับประทาน เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้เต่าสูญพันธุ์ไปในที่สุด ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ จึงห้ามมิให้มีการทำประมงเต่าทะเลและเต่ากระทะเลทุกชนิด แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาพันธุ์ไว้ได้ ดังนั้นศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ตจึงตั้งโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัดและผู้ประมูลหาดเก็บไข่เต่าทั้งในจังหวัดภูเก็ต พังงา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มจำนวนเต่าทะเลให้มากขึ้น โดยการรับเลี้ยงและอนุบาลลูกเต่า จนถึงวันที่จะปล่อยลงทะเล นอกจากนั้นยังเป็นการทดลองเลี้ยงเต่าและหาอัตราการเจริญเติบโตของเต่าทะเลชนิดต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพประมงในการทำฟาร์มเลี้ยงเต่าต่อไป รวมทั้งเป็นการศึกษาการแพร่กระจายและแหล่งหากินของเต่าทะเลชนิดต่างๆ โดยติดเครื่องหมายที่เต่าแล้วปล่อยลงทะเล ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ต่อไปด้วยเหตุนี้ จึงจัดให้มีประเพณีปล่อยเต่าลงทะเลขึ้น และปฏิบัติสืบต่อมาเป็นประจำทุกปี
กำหนดงาน
เดิมนั้นจัดให้มีขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสม โดยกระทำกันที่สถานที่ที่เต่าชอบขึ้นมาวางไข่ ต่อมาทางจังหวัดภูเก็ตได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ และกำหนดให้เป็นวันปล่อยเต่าด้วย สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
การปล่อยเต่านั้นเดิมจัดขึ้นที่หาดป่าตอง ต่อมาเปลี่ยนมาจัดที่หาดไนยาง ซึ่งเต่าได้ขึ้นมาวางไข่เป็นประจำทุกปี พิธีเริ่มด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการปล่อยเต่าเป็นคนแรก จากนั้นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนำเต่าเล็กๆ โดยขอจากสถานีประมง หรือบริจาคเงินสมทบทุนโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลตามแต่ศรัทธา นำไปปล่อยลงทะเล เต่าที่ปล่อยมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
นอกจากการปล่อยเต่าแล้วยังมีการละเล่นของชาวบ้าน เช่น มวยทะเล รำกลองยาว ชักเย่อ และการละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้กรมประมงได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ ให้ชมกันในงานด้วย
************************************************
งานท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร
วันที่ 13 มีนาคม 2552
ณ อนุสรณ์สถานถลางชนะศึก (โคกชนะพม่า) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
กิจกรรม
การออกร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร ที่สามารถปกป้องเมืองถลาง จากข้าศึกไว้ได้
สอบถามรายละเอียด
มูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร โทร. 0 7621 1281
******************************************************
ประเพณีกินผัก
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีกินเจในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมาก มีจัดอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต โดยชาวภูเก็ตเรียกพิธีกินเจนี้ว่า “กินผัก หรือ กินเจ” ซึ่งก็คืออย่างเดียวกัน
เชื่อกันว่าประเพณีกินเจเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในภาคใต้ของไทยจนเมื่อมีจำนวนมากขึ้น งานประเพณีดังกล่าวซึ่งทำสืบเนื่องมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงกลายเป็นประเพณีสำคัญขึ้นและเป็นที่นิยมปฏิบัติของคนทั่วไป
ประวัติประเพณีกินเจ มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ รัตนสถานแดนสุขาวดี ได้ตรัสตอบพระโพธิสัตว์มัญชุศรีว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง 7 มีแสงสว่างรุ่งเรืองในเทวพิภพ พร้อมกับประกายพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ รวมเป็น 9 องค์ คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ ปรากฏเป็นพระอาทิตย์ จีนเรียกว่า ไท้เอี้ยงแซ พระศรีรัตนโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ ปรากฏเป็นพระจันทร์ จีนเรียกว่า ไท้อิมแซ พระเวปุลลรัตนโลกสุวรรณพุทธะ ปรากฏเป็นดาวอังคาร จีนเรียกว่า ฮวยแซ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะปรากฏเป็นดาวพุธ จีนเรียกว่า จุ้ยแซ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ ปรากฏเป็นดาว พฤหัสบดี จีนเรียกว่า บักแซ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ ปรากฏเป็นดาวศุกร์ จีนเรียกว่า กินแซ พระเวปุลลจันทร์โลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ ปรากฏเป็นดาวเสาร์ จีนเรียกว่า โท้วแซ ทั้ง 7 องค์เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต และมีพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวราหู จีนเรียกว่า ล่อเกาแซ และพระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวเกตุ จีนเรียกว่า โกยโต้วแซ และเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ เรียกว่า เก็าอ๊วง หรือ กิ๋วอ๊วง โดยเทพทุกองค์ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ตามวันนั้นๆ
กำหนดงาน
ประเพณีกินเจในภาคใต้ ทั้งของจังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน (ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม) โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 – 9 ค่ำ ในทุกปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 16-25 ตุลาคม 2544 สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
กิจกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน โดยชาวบ้านผู้ศรัทธาจะมาช่วยกันทำความสะอาดเช็ดถูศาลเจ้า หรือที่ชาวภูเก็ต เรียกว่า “อ๊าม” จุดไม้จันทน์กำยานเพื่อเตรียมรับการเสด็จของเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ คือ “เก็าอิ้วอ๋อง” ส่วนในช่วงบ่ายเป็นพิธียกเสาลำไผ่ขนาดใหญ่ซึ่งเรียกว่า “เสาโกเต๊ง” หรือ “เสาเต็งกอ” สำหรับแขวนตะเกียง 9 ดวง ซึ่งจะเริ่มขึ้นตามฤกษ์ยาม คือ ตอนเที่ยงคืนมีการประกอบพิธีอัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์ประธานขึ้นที่ศาลเจ้า และอัญเชิญเทพทั้งเก้ามาเป็นเทพประจำพิธี พร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมันเก้าดวงชักแขวนไว้ปลายเสาโกเต๊ง ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์สถิตไว้ตลอดเทศกาลกินเจ
ตลอด 9 วัน 9 คืน ของงานเทศกาล ผู้ศรัทธาจะสละกิจโลกียวัตร บำเพ็ญสมาธิ ถือมังสวิรัติบริโภคแต่ผักผลไม้ งดบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งผักประเภทหอม กระเทียม และผักซึ่งมีกลิ่นฉุนบางชนิด
หลังจากที่อัญเชิญเทพทั้ง 9 องค์เข้าประทับในศาลเจ้าแล้วก็มีพิธีสวดมนต์ทุกวัน วันละ 3 ครั้งตลอดเทศกาล รวมทั้งมีการอ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมกินเจต่อหน้าแท่นบูชา และทุกคืนก็มีพิธีเดินธูปโดยการนำของ “ร่างทรง หรือ ม้าทรง” ซึ่งร่างทรงหรือม้าทรงดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากเทพเจ้ามาประทับร่างทรง และกระทำทุกอย่างในพิธีโดยผ่านร่างทรงหรือม้าทรง ซึ่งบุคคลผู้จะเป็นม้าทรง หรือร่างทรงได้ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์และเหมาะสมโดยร่างทรงดังกล่าวจะแสดงบุคลิกลักษณะของเทพเจ้าองค์นั้นๆ เช่น ไถเซี้ย เห้งเจีย หรือเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และถืออาวุธประจำองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไป โดยขณะประทับร่างทรงก็แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เช่น ใช้ดาบหรือขวานฟันหลังเป็นแผลไม่ลึกนัก ใช้ลูกตุ้มเหล็กเหวี่ยงให้ถูกร่างกาย ใช้มีดหรือดาบตัดลิ้นให้เลือดไหล แล้วเขียนกระดาษหรือผ้า เรียกว่า ”ฮู้” โดยร่างทรงไม่แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนว่าเทพเจาเหล่านั้นรับความเจ็บปวดแทนร่างทรงกล่าวกันว่าหลังจากการตัดลิ้นไม่นานก็สามารถต่อลิ้นให้ติดได้ดังเดิม
คืนวันขึ้น 3 ค่ำ มีพิธีล้างเกี้ยวขจัดสิ่งอัปมงคล วันต่อมาจึงเป็นพิธีเบิกศาสตราวุธ ทดสอบก่อนเข้าสู่พิธีในวันรุ่งขึ้น อันตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งมักเป็นวันที่เทพเจาประสงค์ออกโปรดสัตว์ กรรมการศาลเจ้าจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าจะออกไปวัดใดและไปที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเช้า ศาลเจ้าใดมีม้าทรงหรือร่างทรงมาก ขบวนแห่ก็จะยาวมีเทพเจ้าเป็นร้อยๆ องค์ ขบวนประกอบด้วยธงทิว รถนำ รถตาม ขบวนเกี้ยวเล็กเกี้ยวใหญ่ ขบวนโหลก๊อฉ่า ได้แก่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ไท้ โล่ และกลอง เป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สลับกับเกี้ยวเป็นตอนๆ ซึ่งอาจทำให้ขบวนยาวเป็นกิโลเมตร
ก่อนเคลื่อนขบวนเทพเจ้าจะเข้าร่างประทับทรงแต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วน ถืออาวุธครบมือพร้อมพี่เลี้ยงหรือผู้ติดตามองค์ละอย่างน้อย 1 คน ในขบวนมีเกี้ยวอัญเชิญหุ่นพระจีน ซึ่งมีคนหามเกี้ยวขนาดเล็กอย่างน้อยเกี้ยวละ 4 คน ส่วนเกี้ยวใหญ่มีคนหามไม่น้อยกว่า 10 คน ผู้หามเกี้ยวจะเอาผ้าโพกหัวเอาสำลีอุดหูไว้กันเสียงประทัดตลอดเส้นทางเดินโปรดสัตว์ ซึ่งมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ตลอดทางจะมีผู้ศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยจัดผลไม้ ขนม น้ำชา ไว้ถวาย เมื่อเทพเจ้าในร่างม้าทรงเดินผ่านจะเข้าไปรับของถวาย เทพเจ้ารับแล้วส่งต่อให้ผู้อื่น หรือใครก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่าเป็นสิ่งอันเป็นมงคลยิ่งควรแก่การปิติยินดีในเทศกาลกินเจ การแสดงออกอย่างหนึ่งของผู้ศรัทธาคือการจุดประทัดเป็นชุดยาวเป็นแพ โดยหย่อนให้ประทัดระเบิดบนเกี้ยว
ในการออกโปรดสัตว์ของเทพองค์ต่างๆ ยังมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของม้าทรงกับอาวุธประจำกาย เช่น เอาเข็มแทงทะลุปาก เอามีดฟันตามร่างกาย เป็นต้น แต่สิ่งที่เป็นจุดสนใจของผู้ร่วมงานมากที่สุด คือ การไต่บันไดมีด และการลุยไฟ การลุยไฟนั้นนอกจากร่างทรงเทพแล้ว ผู้ที่กินเจถึงขึ้น “เช้ง” สามารถเดินลุยไฟได้ถือว่าเป็นการเผาผลาญสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายและจะไม่มีแผลพุพองใดๆ
ในวันสุดท้ายของการกินเจทางศาลเจาจะจัดพิธี “โก๊ยห่าน” อันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ศรัทธา โดยผู้ที่ไม่กินเจก็สามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้ และทางศาลเจ้าอาจจัดเป็นเอกเทศจากการกินเจได้นอกจากนี้ก็มีการปล่อยปลา ปล่อยนก ทำบุญตักบาตร และสุดท้ายเป็นการส่งพระกลับสู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนการส่งพระกลับ ที่ศาลเจ้าจะทำพิธีซงเก๊ง คือ การสวดมนต์ อ่านรายชื่อผู้ศรัทธาและร่วมกินเจ รวบรวมธูปเผาพร้อมกระดาษทองในวันทำพิธีส่งกิ๋วอ๋องไต่เต่ วันส่งพระช่วงกลางคืนมีขบวนแห่ ผ่านไปทางไหนตลอดทางมีโต๊ะเครื่องถวายเทพเจ้า เมื่อพระจีนในร่างทรงผ่านไปถึงจะจุดประทัดถวายมากน้อยตามกำลังเงิน
วันที่ 10 ของเทศกาล เป็นพิธีลดเสาโกเต๊ง คานไม้ไผ่ที่ยกไว้ปลายเสาตั้งแต่วันแรกของ เทศกาลผู้ศรัทธาจะได้รับวัตถุมงคล และอัญเชิญหุ่นพระจีนที่นำประดิษฐานในศาลเจ้ากลับคืนเคหสถาน
ประเพณีการกินเจตลอด 9 วัน 9 คืน นั้น แสดงออกถึงศรัทธาของประชาชนผู้ร่วมงาน และเป็นการแสดงถึงความมีจิตเมตตาของผู้ร่วมประเพณีกินเจ
**********************************************************
เทศกาลอาหารทะเล
ประวัติ / ความเป็นมา
วัดภูเก็ตได้รับขนานนามว่า ไข่มุกแห่งทะเลอันดามัน มีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ จุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เกาะภูเก็ตจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือ น้ำทะเลสีเขียวมรกต และผืนทรายที่ขาวสะอาด มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร นอกจากจะมีชื่อเสียงในด้านความงดงามของทิวทัศน์ธรรมชาติแล้ว ยังมีอาหารทะเลสดๆ นานาชนิด ให้ผู้ที่มาเที่ยวพักผ่อนเลือดซื้อกันได้มากมาย
ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดงานเทศกาลอาหารทะเลขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2530 และได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เป็นที่สนใจของของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดเทศกาลอาหารทะเลเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงและของดีของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กำหนดงาน
งานเทศกาลอาหารทะเล จังหวัดภูเก็ต จะจัดขึ้นทุกปีเดือนเมษายน สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
รายละเอียดของงาน คือ
- เป็นอยู่ของชาวเล
- การประกวดมิสภูเก็ต
- การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและอาหารทะเล
- การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
- มหรสพนานาชนิด

