• จองที่พัก จองโรงแรม

  • ที่พักภาคเหนือ

  • จองที่พักเชียงใหม่
  • จองที่พักเชียงราย
  • จองที่พักกำแพงเพชร
  • จองที่พักลำปาง
  • จองที่พักลำพูน
  • จองที่พักแม่ฮ่องสอน
  • จองที่พักนครสวรรค์
  • จองที่พักน่าน
  • จองที่พักเพชรบูรณ์
  • จองที่พักพะเยา
  • จองที่พักพิจิตร
  • จองที่พักพิษณุโลก
  • จองที่พักแพร่
  • จองที่พักสุโขทัย
  • จองที่พักตาก
  • จองที่พักอุทัยธานี
  • จองที่พักอุตรดิตถ์

  • ที่พักภาคกลาง

  • จองที่พักกรุงเทพมหานคร
  • จองที่พักอ่างทอง
  • จองที่พักพระนครศรีอยุธยา
  • จองที่พักชะอำ
  • จองที่พักฉะเชิงเทรา
  • จองที่พักชัยนาท
  • จองที่พักจันทบุรี
  • จองที่พักชลบุรี
  • จองที่พักหัวหิน
  • จองที่พักกาญจนบุรี
  • จองที่พักเกาะช้าง
  • จองที่พักลพบุรี
  • จองที่พักนครนายก
  • จองที่พักนครปฐม
  • จองที่พักนนทบุรี
  • จองที่พักปทุมธานี
  • จองที่พักพัทยา
  • จองที่พักเพชรบุรี
  • จองที่พักปราจีนบุรี
  • จองที่พักประจวบคีรีขันธ์
  • จองที่พักปราณบุรี
  • จองที่พักราชบุรี
  • จองที่พักระยอง,เกาะเสม็ด
  • จองที่พักสระแก้ว
  • จองที่พักสมุทรปราการ
  • จองที่พักสมุทรสาคร
  • จองที่พักสมุทรสงคราม
  • จองที่พักสระบุรี
  • จองที่พักสิงห์บุรี
  • จองที่พักสุพรรณบุรี
  • จองที่พักตราด

  • ที่พักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • จองที่พักอำนาจเจริญ
  • จองที่พักบึงกาฬ
  • จองที่พักบุรีรัมย์
  • จองที่พักชัยภูมิ
  • จองที่พักกาฬสินธุ์
  • จองที่พักขอนแก่น
  • จองที่พักเลย
  • จองที่พักมหาสารคาม
  • จองที่พักมุกดาหาร
  • จองที่พักนครพนม
  • จองที่พักนครราชสีมา
  • จองที่พักหนองบัวลำภู
  • จองที่พักหนองคาย
  • จองที่พักร้อยเอ็ด
  • จองที่พักสกลนคร
  • จองที่พักศรีสะเกษ
  • จองที่พักสุรินทร์
  • จองที่พักอุบลราชธานี
  • จองที่พักอุดรธานี
  • จองที่พักยโสธร

  • ที่พักภาคใต้

  • จองที่พักชุมพร
  • จองที่พักหาดใหญ่
  • จองที่พักเขาหลัก
  • จองที่พักเกาะลันตา
  • จองที่พักเกาะพะงัน
  • จองที่พักเกาะพีพี
  • จองที่พักเกาะสมุย
  • จองที่พักเกาะเต่า
  • จองที่พักกระบี่
  • จองที่พักนครศรีธรรมราช
  • จองที่พักนราธิวาส
  • จองที่พักปัตตานี
  • จองที่พักพังงา
  • จองที่พักพัทลุง
  • จองที่พักภูเก็ต
  • จองที่พักระนอง
  • จองที่พักสตูล
  • จองที่พักสงขลา
  • จองที่พักสุราษฎร์ธานี
  • จองที่พักตรัง
  • จองที่พักยะลา
  • RSS News

  • สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตก ทะเล และสายลม เราแนะนำให้คุณเพื่อให้คุณได้เลือก สถานที่ท่องเที่ยว ได้อย่างสบายใจมากที่สุด อย่าลืมเข้ามาเลือก สถานที่ท่องเที่ยว ที่ต้องการในเว็บไซต์เรา

    บ้านชินประชา สถานที่ท่องเที่ยวภูเก็ต

    บ้านชินประชา สถานที่ท่องเที่ยวภูเก็ต
    บ้านชินประชา
    เป็นบ้านเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ซึ่งสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเกาะภูเก็ต มีอายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ที่ถนนกระบี่ ตำบลตลาดเหนือ ในตัวเมืองภูเก็ต เป็นบ้านของตระกูล ตัณฑวณิช ผู้เป็นเจ้าของได้อนุรักษ์ตัวอาคารและเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่าง ๆ ในบ้านไว้เป็นอย่างดี โดยมีความมุ่งหวังให้สถานที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเก็ตผ่านการใช้ชีวิตของผู้คนชาวภูเก็ต ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

    ลักษณะที่โดดเด่นของบ้าน คือ เป็นบ้านสองชั้น ประตูบ้านลงรักปิดทอง มีอักษรจีน มีหน้าต่างไม้หลายบานซึ่งในบานหน้าต่างทำเป็นบานเกล็ดเปิดปิดได้ เมื่อเข้ามาในบ้านจะเย็นสบายอากาศถ่ายเทสะดวก เนื่องจากตรงกลางบ้านเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ และมีสระน้ำเล็ก ๆ อยู่กลางบ้าน พื้นกระเบื้องจากอิตาลี บันไดไม้มีลวดลายสวยงามมาก เครื่องเรือนส่วนใหญ่เป็นไม้ฝังมุกนำมาจากเมืองจีน มีเครื่องใช้ เครื่องครัวโบราณ ภาพถ่าย ภาพวาดในอดีตที่สวยงามและน่าสนใจ

    บ้านชินประชาเปิดให้เข้าชมทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 100 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0 7621 1167, 0 7621 1281

    ความเป็นมาของบ้านชินประชา
    บ้านชินประชาสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ.1903) หรือในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) บิดาของท่านคือ หลวงบำรุงจีนประเทศ (ตันเนียวยี่) เป็นชาวฮกเกี้ยนที่รับราชการทหารในประเทศจีน ต่อมาบิดาท่านได้เดินทางมายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) หรือในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดีบุกที่เกาะภูเก็ต และกิจการค้าขายที่เกาะปีนัง

    พระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) ผู้สร้างบ้านหลังนี้ ถือกำเนิดที่เกาะภูเก็ตในปี พ.ศ. 2426 (ค.ศ.1883) เมื่ออายุได้ 20 ปี ท่านได้สร้างบ้านหลังนี้ตามแบบ ชิโน-โปรตุกีส เป็นหลังแรกของจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกว่า อังม่อเหลา เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษเมืองจีน วัสดุส่วนอื่นของบ้านนั้นส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากการค้าขายทางเรือผ่านเกาะปีนังมายังภูเก็ต ในสมัยนั้นเฟื่องฟู เช่น รั้วบ้านจากฮอลแลนด์ กระเบื้องปูพื้นจากอิตาลี ฯลฯ ปัจจุบันบ้านชินประชามีอายุกว่า 100 ปี และมีลูกหลาน นับเนื่องเป็นรุ่นที่ 6 แล้ว

    Posted under สถานที่ท่องเที่ยว by ndesigns on Wednesday 15 September 2010 at 9:58 am

    พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว Phuket Thaihua Museum

    พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว Phuket Thaihua Museum สถานที่ท่องเที่ยวภูเก็ต

    ตั้งอยู่ที่ถนนกระบี่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวจีนฮกเกี้ยนบรรพบุรุษชาวจีนรุ่นแรกที่อพยพมาอยู่ที่ภูเก็ตได้ร่วมกันตั้งขึ้น ตัวอาคารแบบชิโนโปรตุกีสที่เห็นในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 บนหน้าจั่วอาคารเรียน มีรูปปูนปั้นเป็นรูปค้างคาวแดง ซึ่งสื่อความหมายถึง การรู้หนังสือคือโชคอันยิ่งใหญ่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงการให้การศึกษาแก่ลูกหลานชาวภูเก็ต ไม่เฉพาะการเล่าเรียน เพื่อให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการศึกษาอยู่ที่การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และปรัชญาในการดำเนินชีวิต

    ลักษณะของอาคารหลังนี้ เป็นอาคาร 2 ชั้น เมื่อเข้าไปด้านในเป็นห้องโถงกว้างใหญ่ มีห้องทั้งปีกซ้ายและขวา มีบันไดเดินขึ้นชั้นบน ซึ่งมีระเบียงล้อมรอบพื้นที่ว่างที่สามารถมองลงมาชั้นล่าง ด้านบนยังใช้เป็นห้องเรียนภาษาจีน ส่วนด้านล่างมักใช้จัดนิทรรศการต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านศิลปะและวัฒนธรรม

    ลานกว้างด้านหน้าอาคารจัดแสดงภาพถ่ายเก่า ๆ ของโรงเรียน ส่วนภายในอาคารจัดแสดงสิ่งของ หนังสือ ภาพถ่ายและเรื่องราวต่าง ๆ ของโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวแล้ว ยังจัดเป็นห้องนิทรรศการภาพแสดงความเป็นมาของชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ภูเก็ต บุคคลสำคัญของภูเก็ต ชุดแต่งกายประจำถิ่น อาหารพื้นเมือง เทศกาลงานประเพณี อาคารแบบชิโนโปรตุกีส และภาพถ่ายเก่าแก่ที่แสดงความเป็นมาด้านเศรษฐกิจของภูเก็ตตั้งแต่ยุคเหมืองแร่ การทำสวนยางพารา และการท่องเที่ยว

    เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เก็บค่าเข้าชม ดูรายละเอียดได้ที่ www.thaihua.net

    Posted under สถานที่ท่องเที่ยว by ndesigns on Tuesday 14 September 2010 at 10:03 am

    ประตูเมืองสู่ภูเก็ต (Phuket Gateway)

    ประตูเมืองสู่ภูเก็ต (Phuket Gateway) สถานที่ท่องเที่ยวภูเก็ต

    ประตูเมืองสู่ภูเก็ตจัดสร้างโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2550 เพื่อให้ห้องรับแขกแห่งแรก ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยทางรถยนต์ ผ่านสะพาน ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เพื่อข้ามจากแผ่นดินใหญ่มายังเกาะภูเก็ต

    ประตูเมืองภูเก็ตก่อสร้างบนพื้นที่ 25 ไร่ บ้านที่ฉัตรไชย ตำบลไม้ขาวอำเภอถลาง มีจุดเด่น คือ เสาประติมากรรมเรียงรายเป็นแนวยาว 29 ต้นที่มีการก่อสร้างขึ้น ตามแนวคิดว่า เลข 2 คือ ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีของชาวภูเก็ต ส่วนเลข 9 มีนัยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ของภูเก็ต ผ่านข้อมูลที่จารึกอยู่บนเสาศิลา 29 ต้น ซึ่งได้เรียงร้อยเรื่องราวต่างๆ ของภูเก็ต ตั้งแต่ยุครุ่งเรืองจากการทำเหมืองแร่ดีบุก การทำเกษตรกรรม จนถึงยุคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ประติมากรรมเต่าทะเลกับไข่เต่าขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคาร โดยฝีมือของศิลปินเอก ศาสตราจารย์ธนะ เลาหกัยกุล Thana Laohanayakul ซึ่งเป็นงานศิลปที่เล่าเรื่องหาดไม้ขาว สถานที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองซึ่งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต

    นอกจากประตูเมืองภูเก็ตจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่แล้ว ยังมีศูนย์ให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยว มีห้องประชุมเล็ก และ mini theatre สำหรับแวะเยี่ยมชมวีดีทัศน์เกี่ยวกับภูเก็ต สารคดีท่องเที่ยว มีมุมสบาย โกปี้คอนเนอร์ Kopi Corner เพื่อดื่มชมกาแฟ ขนมพื้นบ้านอร่อย ๆ และซื้อของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทั่วเมืองไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดีไซน์ของภูเก็ต ผ้าบาติก ไข่มุก อาหารแปรรูป และชิ้นงานศิลปะต่าง ๆ มีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO ของกลุ่มแม่บ้าน ห้องประชุมสัมมนาขนาด 60 ที่นั่ง ห้องสมุดพร้อมการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต เพื่อการท่องเที่ยว เปิดบริการทุกวันเวลา 9.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โทร. 0 7621 1877, 0 7621 1866

    Posted under สถานที่ท่องเที่ยว by ndesigns on Tuesday 14 September 2010 at 9:56 am

    ข้อมูลการเดินทางของ จ. ภูเก็ต

    ข้อมูลการเดินทางของ จ. ภูเก็ต

    การเดินทางจากภูเก็ตไปจังหวัดใกล้เคียง
    จากภูเก็ต มีบริการรถโดยสารธรรมดาจากสถานีขนส่ง ถนนพังงา ไปจังหวัดกระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี ตรัง สตูล หาดใหญ่ และเกาะสมุย รายละเอียดติดต่อ สถานีขนส่งภูเก็ต โทร. 0 7621 1480, 0 7621 1977 นอกจากนั้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีเที่ยวบินจากภูเก็ตไปจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และหาดใหญ่ และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ มีเที่ยวบินระหว่างภูเก็ต-สมุย ให้บริการอีกด้วย และมีเรือโดยสาร จากภูเก็ต ไป หมู่เกาะพีพี หรือ เรือนำเที่ยว ไปเช้าเย็นกลับ ระหว่างภูเก็ต กับ หมู่เกาะพีพี หรือ หมู่เกาะสิมิลัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    รถยนต์
    จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง บ้านโคกกลอย จังหวัดพังงา ข้ามสะพานสารสิน เข้าจังหวัดภูเก็ต หรืออีกเส้นทางหนึ่งจากชุมพร ไประนอง พังงา ภูเก็ต รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ 862 กิโลเมตร

    รถไฟ
    ไม่มีบริการรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตโดยตรง หากต้องการเดินทางโดยรถไฟต้องไปลงที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี (อยู่ที่อำเภอพุนพิน) แล้วต่อรถประจำทางเข้าจังหวัดภูเก็ตใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020, 0 2220 4334 หรือ www.railway.co.th

    รถโดยสารประจำทาง
    บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารทั้งรถธรรมดา และรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ไปภูเก็ตทุกวัน สอบถามรายละเอียด โทร. 02 894 6122 จองตั๋ว บขส. โทร. 02 422 4444 หรือ www.transport.co.th บริษัทเอกชน ติดต่อ บริษัท ภูเก็ต เซ็นทรัล ทัวร์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2434 3233 ภูเก็ต โทร. 0 7621 3615, 0 7621 4335 และบริษัท ภูเก็ตท่องเที่ยว กรุงเทพฯ โทร. 0 2435 5018, 0 2435 5034 ภูเก็ต โทร. 0 7622 2107-9 สถานีขนส่งภูเก็ต โทร. 0 7621 1480

    เครื่องบิน
    มีบริการเที่ยวบินระหว่าง กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ทุกวัน สอบถามตารางบิน และข้อมูลเพิ่มเติมที่สายการบินต่างๆ ดังนี้
    1. การบินไทย โทร. 1566, 0 2280 0060, 0 2628 2000 สำนักงานภูเก็ต โทร. 0 7621 1195, 0 7621 2499, 0 7621 2946 หรือ www.thaiairways.com
    2. บางกอกแอร์เวส์ โทร. 0 2265 5555 หรือ www.bangkokair.com
    3. ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com
    4. วันทูโก โทร.1126 หรือ www.fly12go.com
    5. นกแอร์ โทร. 1318 หรือ www.nokair.co.th

    บริษัท เดสทิเนชั่นแอร์ มีบริการเครื่องบินน้ำ ระหว่าง ภูเก็ต – กระบี่ เกาะพี่พี และเกาะลันตา หรือนำเที่ยวทางอากาศทะเลอันดามัน ติดต่อ บ.เดสทิเนชั่นแอร์ โทร. 0 2261 5323 หรือ www.destinationair.com

    การเดินทางภายในจังหวัดภูเก็ต

    ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีการเดินทางภายในจังหวัดสะดวก มีรถตุ๊กตุ๊ก และรถสองแถวบริการไปตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น หาดราไวย์ หาดป่าตอง อ่าวฉลอง แหลมพันวา หาดกมลา หาดสุรินทร์ ห้าแยกฉลอง อ่าวมะขาม หาดกะตะ หาดกะรน หาดไนยาง อำเภอกะทู้ สามารถขึ้นรถได้บริเวณตลาดสด ใกล้วงเวียนน้ำพุ ถนนระนอง ค่าโดยสารขึ้นอยู่กับระยะทาง

    นอกจากนั้นการเดินทางจากสนามบินมายังตัวเมืองภูเก็ต สามารถใช้บริการรถแท็กซี่เข้าตัวเมืองภูเก็ต หรือไปยังหาดต่างๆ ในอัตราค่าบริการตามระยะทาง ส่วนในตัวเมืองก็มีบริการรถตู้ปรับอากาศและรถแท๊กซี่รับส่งไปสนามบิน ติดต่อสนามบินภูเก็ต โทร. ๐ ๗๖๓๒ ๗๒๓๕ ติดต่อเช่ารถ โทร. ๐ ๗๖๓๕ ๑๒๔๓-๕ สำหรับรถตู้ปรับอากาศ จะมีระหว่างเวลา ๐๗.๐๐-๑๘.๐๐ น. รถออกทุกชั่วโมง สำหรับรถแท๊กซี่ ต้องโทรแจ้งล่วงหน้า ๑ ชั่วโมง

    การเดินทางจากภูเก็ตไปจังหวัดใกล้เคียง

    จากภูเก็ต มีบริการรถโดยสารธรรมดาจากสถานีขนส่ง ถนนพังงา ไปจังหวัดกระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี ตรัง สตูล หาดใหญ่ และเกาะสมุย รายละเอียดติดต่อ สถานีขนส่งภูเก็ต โทร. ๐ ๗๖๒๑ ๑๔๘๐, ๐ ๗๖๒๑ ๑๙๗๗ นอกจากนั้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และหาดใหญ่ และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ มีเที่ยวบินระหว่างภูเก็ต-สมุย ให้บริการอีกด้วย

    Posted under การเดินทาง by ndesigns on Friday 3 April 2009 at 12:39 am

    เทศกาลและงานประเพณี

    เทศกาลและงานประเพณี

    เทศกาลญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4
    วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552
    ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จังหวัดภูเก็ต

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต จับมือ ชมรมญี่ปุ่น จังหวัดภูเก็ต เชิญเที่ยวงานเทศกาลญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4” ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552 บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี ตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย ญี่ปุ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตมากว่า 120 ปี

    นายเศรษฐพันธ์ พุทธานี ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ได้ร่วมกับ ชมรมญี่ปุ่นภูเก็ต จัดงาน ญี่ปุ่นรักไทย ครั้งที่ 4” เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายหลังสถานการณ์การปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นนั้นลดลง ทาง ททท.สำนักงานภูเก็ต เห็นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยกิจกรรมครั้งนี้มีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาร่วมงาน เพื่อบริจาคเสื้อผ้าคุณภาพดีเป็นของขวัญให้แก่ชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งยังมีทีมงานภาพยนตร์ซึ่งนำภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องมาฉายในงาน “YUKI NI NEGAUKOTO” และ “BEAT KIDS” โดยจะจัดฉายภาพยนตร์ดังกล่าว ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ณ โรงเรียนบ้านเก็ตโฮ่ และในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552 บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    ทาง ชมรมญี่ปุ่น ได้รับการสนับสนุนจาก ททท. สำนักงานภูเก็ต, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, เจแปนฟาวน์เดชั่น, หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ, สมาคมญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, ฟูจิ ฟิลม์ และสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงประเทศญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2251 ณ กรุงโตเกียว ได้มีการจัดการประชุมระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศญี่ปุ่น Japan – Mekong Foreign Ministers’ Meeting มีความตกลงร่วมกันกำหนด ให้ปี พ.ศ. 2552 เป็น ปีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศญี่ปุ่น ” “Mekong – Japan Exchange Years” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในหลากหลายสาขา (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เยาวชน การท่องเที่ยว ฯลฯ ) ให้ก้าวหน้าและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ( ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม)

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเรียนรู้แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม สร้างมิตรภาพระหว่างกัน ภายในงานมีกิจกรรมการละเล่นทั้งของไทยและญี่ปุ่นมากมายให้ร่วมสนุก ให้ผู้เข้าร่วมงานทดลองตีกลองญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นให้ซื้อกลับบ้านเป็นของที่ระลึก พร้อมทั้งอิ่มอร่อยกับซุ้มอาหารไทย -ญี่ปุ่นอันหลากหลาย คาดว่าจะมีผู้ร่วมชมงานจำนวนมาก

    กิจกรรมที่โดดเด่นในงาน การแต่งกายชุดกิโมโน เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และ ลุ้นรับ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น สายการบิน JAL

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต โทร 076 – 212213, 211036 และ 217138 หรือ ชมรมญี่ปุ่น โทร 076 – 234446

    *************************************************************

    ประเพณีปล่อยเต่า

    ประวัติ / ความเป็นมา
    จังหวัดภูเก็ต เป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกาะบริวาร 33 เกาะ เช่น เกาะสิเหร่ เกาะแก้ว เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ เกาะนาคาน้อย เกาะโหลน เกาะเฮ เป็นต้น และถือว่าจังหวัดภูเก็ตนี้มีเต่าขึ้นมาวางไข่ในปีหนึ่งๆ มากพอสมควร เต่าที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำไทยมีประมาณ 5 ชนิด คือ เต่ากระ เต่าตนุ หรือเต่าจาระเม็ด เต่าตาแดง เต่าหญ้า และเต่ามะเฟือง จากการที่มีคนนิยมรับประทานไข่เต่ากันมาก จึงมีผู้ที่ไปขุดหาไข่เต่าเพื่อนำมาจำหน่าย ธรรมดาเต่าจะวางไข่ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และเต่าจะขึ้นมาวางไข่ในที่ที่เคยมาวางเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเฝ้าดูการวางไข่ของเต่าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นประเพณีเดินเต่าขึ้นเต่าแต่ละตัววางไข่ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเต่าและความสมบูรณ์แต่ส่วนมากอยู่ในระหว่าง 70 – 120 ฟอง หรืออาจจะมากกว่านั้น ในปีหนึ่งๆ เต่าจะวางไข่ 3 ครั้ง คือขึ้นมาวางไข่ครั้งแรก หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน จะกลับมาวางไข่ในที่เดิมเป็นครั้งที่ 2 และหลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 15 วัน เต่าก็จะขึ้นมาวางไข่เป็นครั้งที่ 3 เต่าจะเริ่มวางไข่ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป

    จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าคนนิยมรับประทานไข่เต่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณเต่าลดลง นอกจากนั้นยังมีคนฆ่าเต่าเพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหารรับประทาน เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้เต่าสูญพันธุ์ไปในที่สุด ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ จึงห้ามมิให้มีการทำประมงเต่าทะเลและเต่ากระทะเลทุกชนิด แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาพันธุ์ไว้ได้ ดังนั้นศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ตจึงตั้งโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัดและผู้ประมูลหาดเก็บไข่เต่าทั้งในจังหวัดภูเก็ต พังงา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มจำนวนเต่าทะเลให้มากขึ้น โดยการรับเลี้ยงและอนุบาลลูกเต่า จนถึงวันที่จะปล่อยลงทะเล นอกจากนั้นยังเป็นการทดลองเลี้ยงเต่าและหาอัตราการเจริญเติบโตของเต่าทะเลชนิดต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพประมงในการทำฟาร์มเลี้ยงเต่าต่อไป รวมทั้งเป็นการศึกษาการแพร่กระจายและแหล่งหากินของเต่าทะเลชนิดต่างๆ โดยติดเครื่องหมายที่เต่าแล้วปล่อยลงทะเล ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ต่อไปด้วยเหตุนี้ จึงจัดให้มีประเพณีปล่อยเต่าลงทะเลขึ้น และปฏิบัติสืบต่อมาเป็นประจำทุกปี

    กำหนดงาน
    เดิมนั้นจัดให้มีขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสม โดยกระทำกันที่สถานที่ที่เต่าชอบขึ้นมาวางไข่ ต่อมาทางจังหวัดภูเก็ตได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ และกำหนดให้เป็นวันปล่อยเต่าด้วย สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival

    กิจกรรม / พิธี
    การปล่อยเต่านั้นเดิมจัดขึ้นที่หาดป่าตอง ต่อมาเปลี่ยนมาจัดที่หาดไนยาง ซึ่งเต่าได้ขึ้นมาวางไข่เป็นประจำทุกปี พิธีเริ่มด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการปล่อยเต่าเป็นคนแรก จากนั้นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนำเต่าเล็กๆ โดยขอจากสถานีประมง หรือบริจาคเงินสมทบทุนโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลตามแต่ศรัทธา นำไปปล่อยลงทะเล เต่าที่ปล่อยมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

    นอกจากการปล่อยเต่าแล้วยังมีการละเล่นของชาวบ้าน เช่น มวยทะเล รำกลองยาว ชักเย่อ และการละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้กรมประมงได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ ให้ชมกันในงานด้วย

    ************************************************

    งานท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร
    วันที่ 13 มีนาคม 2552
    ณ อนุสรณ์สถานถลางชนะศึก (โคกชนะพม่า) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    กิจกรรม
    การออกร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร ที่สามารถปกป้องเมืองถลาง จากข้าศึกไว้ได้

    สอบถามรายละเอียด
    มูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร โทร. 0 7621 1281

    ******************************************************

    ประเพณีกินผัก

    ประวัติ / ความเป็นมา
    ประเพณีกินเจในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมาก มีจัดอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต โดยชาวภูเก็ตเรียกพิธีกินเจนี้ว่า กินผัก หรือ กินเจซึ่งก็คืออย่างเดียวกัน

    เชื่อกันว่าประเพณีกินเจเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในภาคใต้ของไทยจนเมื่อมีจำนวนมากขึ้น งานประเพณีดังกล่าวซึ่งทำสืบเนื่องมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงกลายเป็นประเพณีสำคัญขึ้นและเป็นที่นิยมปฏิบัติของคนทั่วไป

    ประวัติประเพณีกินเจ มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ รัตนสถานแดนสุขาวดี ได้ตรัสตอบพระโพธิสัตว์มัญชุศรีว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง 7 มีแสงสว่างรุ่งเรืองในเทวพิภพ พร้อมกับประกายพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ รวมเป็น 9 องค์ คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ ปรากฏเป็นพระอาทิตย์ จีนเรียกว่า ไท้เอี้ยงแซ พระศรีรัตนโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ ปรากฏเป็นพระจันทร์ จีนเรียกว่า ไท้อิมแซ พระเวปุลลรัตนโลกสุวรรณพุทธะ ปรากฏเป็นดาวอังคาร จีนเรียกว่า ฮวยแซ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะปรากฏเป็นดาวพุธ จีนเรียกว่า จุ้ยแซ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ ปรากฏเป็นดาว พฤหัสบดี จีนเรียกว่า บักแซ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ ปรากฏเป็นดาวศุกร์ จีนเรียกว่า กินแซ พระเวปุลลจันทร์โลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ ปรากฏเป็นดาวเสาร์ จีนเรียกว่า โท้วแซ ทั้ง 7 องค์เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต และมีพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวราหู จีนเรียกว่า ล่อเกาแซ และพระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวเกตุ จีนเรียกว่า โกยโต้วแซ และเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ เรียกว่า เก็าอ๊วง หรือ กิ๋วอ๊วง โดยเทพทุกองค์ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ตามวันนั้นๆ

    กำหนดงาน
    ประเพณีกินเจในภาคใต้ ทั้งของจังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน (ประมาณเดือนกันยายน ตุลาคม) โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 – 9 ค่ำ ในทุกปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 16-25 ตุลาคม 2544 สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival

    กิจกรรม / พิธี
    กิจกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน โดยชาวบ้านผู้ศรัทธาจะมาช่วยกันทำความสะอาดเช็ดถูศาลเจ้า หรือที่ชาวภูเก็ต เรียกว่า อ๊ามจุดไม้จันทน์กำยานเพื่อเตรียมรับการเสด็จของเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ คือเก็าอิ้วอ๋องส่วนในช่วงบ่ายเป็นพิธียกเสาลำไผ่ขนาดใหญ่ซึ่งเรียกว่าเสาโกเต๊งหรือ เสาเต็งกอสำหรับแขวนตะเกียง 9 ดวง ซึ่งจะเริ่มขึ้นตามฤกษ์ยาม คือ ตอนเที่ยงคืนมีการประกอบพิธีอัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์ประธานขึ้นที่ศาลเจ้า และอัญเชิญเทพทั้งเก้ามาเป็นเทพประจำพิธี พร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมันเก้าดวงชักแขวนไว้ปลายเสาโกเต๊ง ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์สถิตไว้ตลอดเทศกาลกินเจ

    ตลอด 9 วัน 9 คืน ของงานเทศกาล ผู้ศรัทธาจะสละกิจโลกียวัตร บำเพ็ญสมาธิ ถือมังสวิรัติบริโภคแต่ผักผลไม้ งดบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งผักประเภทหอม กระเทียม และผักซึ่งมีกลิ่นฉุนบางชนิด

    หลังจากที่อัญเชิญเทพทั้ง 9 องค์เข้าประทับในศาลเจ้าแล้วก็มีพิธีสวดมนต์ทุกวัน วันละ 3 ครั้งตลอดเทศกาล รวมทั้งมีการอ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมกินเจต่อหน้าแท่นบูชา และทุกคืนก็มีพิธีเดินธูปโดยการนำของ ร่างทรง หรือ ม้าทรงซึ่งร่างทรงหรือม้าทรงดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากเทพเจ้ามาประทับร่างทรง และกระทำทุกอย่างในพิธีโดยผ่านร่างทรงหรือม้าทรง ซึ่งบุคคลผู้จะเป็นม้าทรง หรือร่างทรงได้ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์และเหมาะสมโดยร่างทรงดังกล่าวจะแสดงบุคลิกลักษณะของเทพเจ้าองค์นั้นๆ เช่น ไถเซี้ย เห้งเจีย หรือเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และถืออาวุธประจำองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไป โดยขณะประทับร่างทรงก็แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เช่น ใช้ดาบหรือขวานฟันหลังเป็นแผลไม่ลึกนัก ใช้ลูกตุ้มเหล็กเหวี่ยงให้ถูกร่างกาย ใช้มีดหรือดาบตัดลิ้นให้เลือดไหล แล้วเขียนกระดาษหรือผ้า เรียกว่า ฮู้โดยร่างทรงไม่แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนว่าเทพเจาเหล่านั้นรับความเจ็บปวดแทนร่างทรงกล่าวกันว่าหลังจากการตัดลิ้นไม่นานก็สามารถต่อลิ้นให้ติดได้ดังเดิม

    คืนวันขึ้น 3 ค่ำ มีพิธีล้างเกี้ยวขจัดสิ่งอัปมงคล วันต่อมาจึงเป็นพิธีเบิกศาสตราวุธ ทดสอบก่อนเข้าสู่พิธีในวันรุ่งขึ้น อันตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งมักเป็นวันที่เทพเจาประสงค์ออกโปรดสัตว์ กรรมการศาลเจ้าจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าจะออกไปวัดใดและไปที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเช้า ศาลเจ้าใดมีม้าทรงหรือร่างทรงมาก ขบวนแห่ก็จะยาวมีเทพเจ้าเป็นร้อยๆ องค์ ขบวนประกอบด้วยธงทิว รถนำ รถตาม ขบวนเกี้ยวเล็กเกี้ยวใหญ่ ขบวนโหลก๊อฉ่า ได้แก่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ไท้ โล่ และกลอง เป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สลับกับเกี้ยวเป็นตอนๆ ซึ่งอาจทำให้ขบวนยาวเป็นกิโลเมตร

    ก่อนเคลื่อนขบวนเทพเจ้าจะเข้าร่างประทับทรงแต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วน ถืออาวุธครบมือพร้อมพี่เลี้ยงหรือผู้ติดตามองค์ละอย่างน้อย 1 คน ในขบวนมีเกี้ยวอัญเชิญหุ่นพระจีน ซึ่งมีคนหามเกี้ยวขนาดเล็กอย่างน้อยเกี้ยวละ 4 คน ส่วนเกี้ยวใหญ่มีคนหามไม่น้อยกว่า 10 คน ผู้หามเกี้ยวจะเอาผ้าโพกหัวเอาสำลีอุดหูไว้กันเสียงประทัดตลอดเส้นทางเดินโปรดสัตว์ ซึ่งมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ตลอดทางจะมีผู้ศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยจัดผลไม้ ขนม น้ำชา ไว้ถวาย เมื่อเทพเจ้าในร่างม้าทรงเดินผ่านจะเข้าไปรับของถวาย เทพเจ้ารับแล้วส่งต่อให้ผู้อื่น หรือใครก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่าเป็นสิ่งอันเป็นมงคลยิ่งควรแก่การปิติยินดีในเทศกาลกินเจ การแสดงออกอย่างหนึ่งของผู้ศรัทธาคือการจุดประทัดเป็นชุดยาวเป็นแพ โดยหย่อนให้ประทัดระเบิดบนเกี้ยว

    ในการออกโปรดสัตว์ของเทพองค์ต่างๆ ยังมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของม้าทรงกับอาวุธประจำกาย เช่น เอาเข็มแทงทะลุปาก เอามีดฟันตามร่างกาย เป็นต้น แต่สิ่งที่เป็นจุดสนใจของผู้ร่วมงานมากที่สุด คือ การไต่บันไดมีด และการลุยไฟ การลุยไฟนั้นนอกจากร่างทรงเทพแล้ว ผู้ที่กินเจถึงขึ้น เช้งสามารถเดินลุยไฟได้ถือว่าเป็นการเผาผลาญสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายและจะไม่มีแผลพุพองใดๆ

    ในวันสุดท้ายของการกินเจทางศาลเจาจะจัดพิธี โก๊ยห่านอันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ศรัทธา โดยผู้ที่ไม่กินเจก็สามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้ และทางศาลเจ้าอาจจัดเป็นเอกเทศจากการกินเจได้นอกจากนี้ก็มีการปล่อยปลา ปล่อยนก ทำบุญตักบาตร และสุดท้ายเป็นการส่งพระกลับสู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนการส่งพระกลับ ที่ศาลเจ้าจะทำพิธีซงเก๊ง คือ การสวดมนต์ อ่านรายชื่อผู้ศรัทธาและร่วมกินเจ รวบรวมธูปเผาพร้อมกระดาษทองในวันทำพิธีส่งกิ๋วอ๋องไต่เต่ วันส่งพระช่วงกลางคืนมีขบวนแห่ ผ่านไปทางไหนตลอดทางมีโต๊ะเครื่องถวายเทพเจ้า เมื่อพระจีนในร่างทรงผ่านไปถึงจะจุดประทัดถวายมากน้อยตามกำลังเงิน
    วันที่ 10 ของเทศกาล เป็นพิธีลดเสาโกเต๊ง คานไม้ไผ่ที่ยกไว้ปลายเสาตั้งแต่วันแรกของ เทศกาลผู้ศรัทธาจะได้รับวัตถุมงคล และอัญเชิญหุ่นพระจีนที่นำประดิษฐานในศาลเจ้ากลับคืนเคหสถาน

    ประเพณีการกินเจตลอด 9 วัน 9 คืน นั้น แสดงออกถึงศรัทธาของประชาชนผู้ร่วมงาน และเป็นการแสดงถึงความมีจิตเมตตาของผู้ร่วมประเพณีกินเจ

    **********************************************************

    เทศกาลอาหารทะเล

    ประวัติ / ความเป็นมา
    วัดภูเก็ตได้รับขนานนามว่า ไข่มุกแห่งทะเลอันดามัน มีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ จุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เกาะภูเก็ตจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือ น้ำทะเลสีเขียวมรกต และผืนทรายที่ขาวสะอาด มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร นอกจากจะมีชื่อเสียงในด้านความงดงามของทิวทัศน์ธรรมชาติแล้ว ยังมีอาหารทะเลสดๆ นานาชนิด ให้ผู้ที่มาเที่ยวพักผ่อนเลือดซื้อกันได้มากมาย
    ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดงานเทศกาลอาหารทะเลขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2530 และได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เป็นที่สนใจของของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดเทศกาลอาหารทะเลเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงและของดีของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

    กำหนดงาน
    งานเทศกาลอาหารทะเล จังหวัดภูเก็ต จะจัดขึ้นทุกปีเดือนเมษายน สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival

    กิจกรรม / พิธี
    รายละเอียดของงาน คือ
    -
    เป็นอยู่ของชาวเล
    -
    การประกวดมิสภูเก็ต
    -
    การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและอาหารทะเล
    -
    การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
    -
    มหรสพนานาชนิด

    Posted under เทศกาลและงานประเพณี by ndesigns on Monday 30 March 2009 at 12:39 am

    ภูเก็ต

    ภูเก็ต

    ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม

    จังหวัดภูเก็ต หรือเกาะภูเก็ต ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ในน่านน้ำทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะมีธรรมชาติสวยงาม ทั้งชายทะเลและขุนเขา โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวราวกับแป้ง และน้ำทะเลสีครามสวยสดใส เปรียบได้กับ “ไข่มุก” แห่งท้องทะเลอันดามัน อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอื่นๆ รายล้อมในระยะใกล้เคียง

    ภูเก็ตเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบครบครัน และที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กับภูเก็ตได้เป็นอย่างดี

    ปัจจุบันภูเก็ตเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลไปเยี่ยมเยือนปีละหลายล้านคนจังหวัดภูเก็ตมีเนื้อที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร หรือ 339,375 ไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 75 ของประเทศ หรือมีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดสมุทรสงคราม แต่เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีความยาวของเกาะวัดจากทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 48.7 กิโลเมตร และส่วนกว้างที่สุดวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกประมาณ 21.3 กิโลเมตร ทั้งเกาะล้อมรอบด้วยทะเลอันดามัน และมีเกาะใหญ่น้อยที่อยู่ในอาณาเขตของจังหวัดภูเก็ตแวดล้อมอยู่อีกถึงกว่า 30 เกาะ

    คำว่า “ภูเก็ต” นั้น เชื่อว่าเพี้ยนมาจากภาษามลายูคือ “บูกิ๊ต” ซึ่งแปลว่าภูเขา และเดิมใช้คำว่า “ภูเก็จ” ซึ่งในภาษาของชาวทมิฬ แปลว่า “ภูเขาแก้ว” เป็นคำที่ชาวทมิฬใช้เรียกมณีคราม นอกจากนี้ภูเก็ตยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกเรียกขานมาตั้งแต่อดีตอีกหลายชื่อ เช่น แหลมตะโกลา จังซีลอน สิลัน ถลาง และทุ่งคา เป็นต้น

    ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิงก์ จนถึงสมัยกรุงสุโขทัยก็ได้ไปขึ้นอยู่กับเมืองตะกั่วป่า เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นดินแดนแห่งเศรษฐีเหมืองแร่ดีบุก เพราะมีแร่ดีบุกอยู่มากที่สุดในประเทศ โดยมีการขุดหาแร่กันมายาวนานถึงกว่า 500 ปีแล้ว ตัวเมืองในอดีตนั้นเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ที่ถลาง มีขุนนางไทยคอยดูแลรักษาผลประโยชน์จากการซื้อขายแร่กับชาวต่างชาติ นอกจากการทำเหมืองแร่แล้ว ยังมีการปลูกยางพารา ทำสวนมะพร้าว สวนผลไม้ และทำการประมงด้วย

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2328 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้เกิดสงครามเก้าทัพขึ้น พม่าได้ยกกองทัพเข้ามารุกรานหัวเมืองฝ่ายตะวันตกแถบชายทะเลของไทย ตั้งแต่เมืองระนอง ชุมพร ไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช ขณะนั้นกองทัพของกรุงเทพฯ ยังติดพันศึกสงครามอยู่ที่กาญจนบุรี ไม่สามารถยกทัพลงมาช่วยได้ทัน พม่าจึงตีได้เมืองตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แล้วตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้เพื่อรอเข้ายึด ประจวบกับในขณะนั้นพระยาถลาง (พญาพิมลอัยาขัน) เพิ่งถึงแก่อนิจกรรมและยังไม่ได้มีการตั้งเจ้าเมืองใหม่ ท่านผู้หญิงจัน ภริยาของท่าน กับน้องสาวชื่อ “มุก” จึงรวบรวมกำลังพลและชาวเมือง ช่วยกันตั้งค่ายใหญ่ขึ้น 2 ค่าย เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมืองไว้ ทำให้พม่าไม่สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ พม่าตั้งค่ายล้อมเมืองถลางได้ประมาณเดือนกว่าก็หมดเสบียง จึงต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด

    วีรกรรมของผู้นำหญิงทั้ง 2 ท่านในครั้งนี้ นับเป็นการกระทำอันหาญกล้าและมีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องยศให้ท่านผู้หญิงจันเป็น “ท้าวเทพกระษัตรี” และคุณมุกเป็น “ท้าวศรีสุนทร” เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ชาวเมืองถลางมาจนถึงทุกวันนี้

    ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงรวบรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันตกตั้งเป็น “มณฑลภูเก็จ” และในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาลทั่วประเทศ “มณฑลภูเก็จ” จึงเปลี่ยนมาเป็น “จังหวัดภูเก็ต” นับแต่นั้นมา

    ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้

  • ชาวบ้านท้องถิ่นในภูเก็ตจำนวนมากเป็นชาวมุสลิม โดยเฉพาะตามหมู่บ้านชาวประมงต่างๆ นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อหมูเข้าไปรับประทานภายในชุมชน โดยเฉพาะการพักโฮมสเตย์ อาหารที่ทางชาวบ้านจัดหาให้จะไม่มีส่วนประกอบของเนื้อหมู
  • สำหรับผู้ที่นำสัตว์เลี้ยงมาเที่ยวด้วย มีโรงแรมที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักด้วยได้ คือ โรงแรมภูเก็ตแอร์พอร์ต ใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต และหาดทรายทอง พันวาเกสต์เฮาส์ และโรงแรมป่าตอง อินน์ หาดป่าตอง
  • ภูมิอากาศ

    ภูเก็ตมีอากาศแบบฝนเมืองร้อน มีลมพัดผ่านตลอดเวลา อากาศอบอุ่นและชุ่มชื้นตลอดปี มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูฝนเริ่มเดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน ฤดูร้อนเริ่มเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดไม่มีฝน ท้องฟ้าแจ่มใส

    อาณาเขต

    ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดพังงา เชื่อมโดยสะพานสารสินและสะพานท้าวเทพกษัตรี
    ทิศใต้ ติดกับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย
    ทิศตะวันออก ติดกับทะเลเขตจังหวัดพังงา
    ทิศตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย

    Posted under Phuket Info by ndesigns on Friday 20 March 2009 at 11:21 pm